HomeNewsAI ครึ่งๆ กลางๆ" 💥 วิกฤต Microsoft: ยอดขายร่วงเพราะไม่มีใครใช้ Copilot ในขณะที่ Google Gemini แซงหน้าไปไกล

AI ครึ่งๆ กลางๆ” 💥 วิกฤต Microsoft: ยอดขายร่วงเพราะไม่มีใครใช้ Copilot ในขณะที่ Google Gemini แซงหน้าไปไกล

Published on

มีรายงานล่าสุดที่น่ากังวลสำหรับ Microsoft ครับ เมื่อยอดขายผลิตภัณฑ์ AI ภายในองค์กรไม่เป็นไปตามเป้า เนื่องจากลูกค้าไม่มีความต้องการใช้สินค้า AI ที่ถูกวิจารณ์ว่า “ครึ่งๆ กลางๆ” (Shoddy/Half-baked) ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Google Gemini กำลังเร่งความเร็วแซงหน้าไปอย่างรวดเร็ว

I. วิกฤตสินค้าและเป้าหมายการขาย

  • ยอดขายตก: รายงานจาก The Information ระบุว่า Microsoft ต้อง ลดเป้าหมายการขาย สำหรับผลิตภัณฑ์ Azure AI เนื่องจากพนักงานขาย “ประสบปัญหา” ในการทำยอดให้ถึงเป้า เพราะ “ขาดความต้องการ” จากตลาดอย่างสิ้นเชิง (แม้ Microsoft จะปฏิเสธรายงานนี้)
  • คุณภาพสินค้า: ผู้ใช้ที่ใช้ทั้งสองแพลตฟอร์มต่างชี้ตรงกันว่า Google Gemini ฉลาดกว่า ใช้งานง่ายกว่า และใช้งานได้จริงกว่า Copilot บน Microsoft 365 มาก เช่น Gemini สามารถจัดตารางประชุมตามโซนเวลาได้ทันที ขณะที่ Copilot บน Outlook Mobile ยังไม่มีความสามารถพื้นฐานเหล่านี้
  • ความเสี่ยงด้านแบรนด์: การที่ Microsoft เร่งรีบปล่อยฟีเจอร์ AI ที่ยังไม่สมบูรณ์ เสี่ยงที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ AI ของบริษัทมีชื่อเสียงด้านคุณภาพต่ำเหมือนกับ “Internet Explorer” ซึ่งเป็นการเอาอนาคตไปเสี่ยงเพื่อความเร็วเท่านั้น

II. จุดอ่อนเชิงกลยุทธ์ที่ Nadella สร้างไว้

  • หุ้นส่วนที่เสี่ยง: OpenAI คู่ค้าหลักของ Microsoft กำลังเผชิญสถานการณ์ “โค้ดแดง” (Code Red) และมีหนี้สินจำนวนมาก ซึ่งทำให้การพึ่งพา OpenAI เป็นความเสี่ยงใหญ่
  • การพึ่งพาฮาร์ดแวร์: Microsoft พึ่งพาเทคโนโลยี NVIDIA ราคาแพงเกือบทั้งหมด ในขณะที่ Google ลงทุนเพื่อ “เป็นเจ้าของเทคโนโลยี Stack ทั้งหมด” (ตั้งแต่ชิป Tensor ไปจนถึงซอฟต์แวร์) ซึ่งทำให้ Google ได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและประสิทธิภาพ
  • ปัญหาการจัดลำดับความสำคัญ: ผู้เชี่ยวชาญวิจารณ์ว่า CEO Satya Nadella มีประวัติไล่ตามกระแส (Blockchain, Metaverse) โดยมุ่งเน้นไปที่ “ความพึงพอใจของผู้ถือหุ้นในระยะสั้น” มากกว่าการส่งมอบสินค้าคุณภาพสูงให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ขาดนวัตกรรมที่แท้จริง

III. อนาคตของ Microsoft ในโลก AI

  • ความสำเร็จที่มี: Github Copilot ถือเป็นความสำเร็จอย่างชัดเจน และ Microsoft ก็กำลังลงทุนในชิปของตัวเอง (Maia, Cobalt) เพื่อพยายามลดการพึ่งพา NVIDIA และ OpenAI
  • ทางเลือกสุดท้าย: หาก Microsoft ไม่สามารถเน้นย้ำเรื่องคุณภาพและดึงดูดลูกค้าได้จริง อนาคตของบริษัทในตลาด AI อาจลงเอยที่การ “เป็นเพียงผู้ขายต่อเทคโนโลยีเซิร์ฟเวอร์ของ NVIDIA” แทนที่จะเป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมหลักของวงการ ซึ่งถือเป็นมรดกที่ไม่น่าภูมิใจสำหรับบริษัทที่เคยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีครับ

Latest articles

More like this

Microsoft ปรับแผน Windows 11 ใหม่ ลดความแรง AI หันไปเน้นความเสถียรตามเสียงผู้ใช้งาน

มีรายงานว่า Microsoft กำลังเริ่มทบทวนและลดระดับการนำ AI เข้ามาใส่ไว้ใน Windows 11 แบบเชิงรุก หลังจากเผชิญกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้งาน รวมถึงปัญหาเรื่องความเสถียรและความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในปี 2026 นี้ Microsoft เริ่มเปลี่ยนแนวทางจากการพยายามใส่...

Kling 3.0 มาแล้ว! ก้าวสำคัญสู่เครื่องมือสร้างวิดีโอระดับมืออาชีพ พร้อมเปิดให้ทดสอบช่วง Early Access

Kling AI ได้ประกาศเปิดตัวโมเดลเวอร์ชันใหม่ล่าสุด Kling 3.0 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2026 โดยการอัปเกรดครั้งนี้เป็นการรวมความสามารถของโมเดลรุ่นก่อนหน้าอย่าง Kling Video 2.6 และ...

อัปเกรดครั้งใหญ่! Google Chrome โฉมใหม่ มาพร้อม Gemini 3 ผู้ช่วย AI ส่วนตัวที่รู้ใจกว่าเดิม

วันนี้มีข่าวอัปเดตที่น่าตื่นเต้นสำหรับใครที่ใช้ Google Chrome เป็นประจำ เพราะล่าสุด Google ได้ประกาศอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini 3 ซึ่งเป็นโมเดล AI ที่ฉลาดที่สุดในปัจจุบัน มาไว้บน MacOS,...