แม้ว่าที่ผ่านมา Samsung จะร่วมมือกับ AMD แต่ในชิป Exynos 2600 (ที่จะอยู่ใน Galaxy S26) คือก้าวแรกของการแยกตัวออกมาครับ:
🐹 GPU Xclipse 960: นี่คือ GPU ตัวแรกที่ Samsung ออกแบบ Layout และวงจรภายในเองทั้งหมด (In-house Design) แม้จะยังวางอยู่บนพื้นฐานสถาปัตยกรรม RDNA 4 ของ AMD อยู่ก็ตาม 🐹 ประสิทธิภาพก้าวกระโดด: ด้วยการออกแบบเอง ทำให้สามารถปรับจูนให้เข้ากับชิป 2nm GAA ได้ดีขึ้น ผลลัพธ์คือพลังประมวลผลกราฟิก (Compute Performance) เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และ Ray Tracing ดีขึ้น 50% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน 🐹 เทคโนโลยี ENSS: เปิดตัว Exynos Neural Super Sampling ซึ่งเป็นระบบ AI Upscaling ของตัวเอง (คล้าย DLSS ของ NVIDIA) เพื่อให้เล่นเกมความละเอียดสูงได้ลื่นไหลโดยไม่กินไฟ
🚀 Exynos 2800: อิสรภาพทางเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ (2027)
เป้าหมายสูงสุดที่ Samsung ยืนยันแผนการแล้วคือปี 2027 กับชิป Exynos 2800:
🐹 100% Proprietary Architecture: จะเป็นครั้งแรกที่ Samsung ใช้สถาปัตยกรรม GPU ที่ตัวเองพัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ศูนย์ (Purely Samsung) ไม่มีการพึ่งพาโครงสร้างของ AMD อีกต่อไป 🐹 ลดต้นทุน & เพิ่มอำนาจ: การมี IP (Intellectual Property) เป็นของตัวเองจะช่วยลดค่าลิขสิทธิ์มหาศาล และทำให้ Samsung สามารถออกแบบชิปให้เฉพาะเจาะจงกับงานด้าน On-device AI ได้อย่างอิสระ 🐹 ขยายสู่อุตสาหกรรมอื่น: GPU นี้ถูกออกแบบมาให้เป็น “Scalable” คือสามารถย่อส่วนไปใช้ใน Smart Glasses (XR) หรือขยายส่วนไปใช้ใน หุ่นยนต์ (Robotics) และ รถยนต์อัจฉริยะ ได้ในอนาคต
💡 วิเคราะห์: ทำไมต้องทำเองตอนนี้?
- การแข่งขันด้าน AI: ในยุคนี้ GPU ไม่ได้มีไว้แค่เล่นเกม แต่เป็นหัวใจของ AI การควบคุมสถาปัตยกรรมเองจะทำให้ Galaxy AI ทำงานได้เร็วและฉลาดกว่าคู่แข่งที่ใช้ชิปมาตรฐานทั่วไป
- ความเสถียร (Thermal Management): Samsung แก้ปัญหาความร้อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า HPB (Heat Path Block) ใน Exynos 2600 ซึ่งจะทำงานร่วมกับ GPU ใหม่เพื่อรักษาความแรงให้คงที่ได้นานขึ้น (ลดปัญหาเครื่องร้อนแล้วแลค)
- กำไรที่มากขึ้น: การไม่ต้องจ่าย “ภาษีเทคโนโลยี” ให้บริษัทอื่น จะช่วยให้ Samsung มีงบไปอัดสเปกส่วนอื่นหรือทำราคาให้สู้กับ Snapdragon ได้ดีขึ้นครับ
สรุป: ปี 2026 คือปีแห่งการ “เปลี่ยนผ่าน” และปี 2027 จะเป็นปีที่ Samsung ก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ที่มีเทคโนโลยีครบวงจรเหมือน Apple และ Qualcomm อย่างแท้จริงครับ

